ปีหนึ่ง ชีวิตแสนสุข(ภาคสอง)
posted on 09 Jan 2009 22:47 by cokeclub in PHARMACY
ก็มาถึงภาคสองจนได้
มันนานไปมั้ย??
ไม่นานหรอกมั้ง แปปเดียวเอง
ก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากมานั่งอัพไดหรือบล๊อกเหมือนเมียหมอป๊อป
(เมียหมอป๊อปคือใคร สงสัยกันล่ะสิ? ถามมาได้นะ)
ภาคสองก็ไม่มีอะไรมาก เนื่องจากลืมเนื้อหาที่จะเขียนไปหมดแล้ว
(นี่เองเป็นที่มาของคำว่า ห่ากิน)
.
.
.
เอาเรื่องซีเรียสละกัน เรื่องเรียน
ชีวิตปีหนึ่ง อย่างแรกเลยที่มีความสุขแน่ๆคือ หลักสูตรและวิชาที่เรียน
คณะเภสัช มช.ถ้าเทียบกับหลักสูตรของเภสัชที่อื่นก็คงจะมีวิชาเรียนที่ไม่หนักหน่วงมากนัก
เนื่องจากหน่วยจัดหลักสูตรของคณะได้มีการจัดทำ สอบถาม ประเมิน หรือใช้วิธีอะไรก็แล้วแต่ที่เล็งเห็นแล้วว่า
บางวิชาที่ไม่ได้ใช้จริงในวิชาชีพ หรือแทบจะไม่มีประโยชน์อันใดก็ควรกำจัดออกไปจากวงจรเด็กเปรตหัวนี้
หรือบางวิชาที่เนื้อหาซ้ำซ้อนขอความกรุณาเถอะว่าเรียนตัวเดียวก็โอเคแล้ว ไม่จำเป็นต้องซ้ำให้เสียสมดุลสมอง
สำหรับวิชาที่เรียน ก็คือ
เทอมหนึ่ง
General Chemistry + Lab. :: แน่นอนเลยว่าถ้าพูดถึงเภสัช ก็ต้องมีคำว่าเคมีแปะหัวติดตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ (แน่นอนมากๆว่าไม่มีใครตั้งใจที่จะมีคำว่าเคมีอันน่ารังเกียจมาแปะหัว) วิชานี้เป็นเคมีตัวแรกในชีวิตมหาลัย เนื้อหาโดยรวมก็ละม้ายคล้ายคลึงกับชีวิตเคมีมัธยมปลาย 3 ปีรวมกัน แต่!! มันสามารถเจาะลึกลงมาได้อีก จนบางครั้งสงสัยว่าอีนักเคมีที่มันสร้างกฎ ทฤษฎี ทั้งหลายเหล่านี้มันจะอยากรู้ไปทำไม รู้แค่ว่าสารตัวนี้คืออะไรทำปฏิกิริยากับอะไรได้อะไร มีประโยชน์ยังไงแค่นี้ก็พอมิใช่หรือท่าน
ต่างคนก็สงสัยกันไป ก็ทนเรียนไปรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็งมหอยกันใหญ่ตอนสอบ
ถึงตอนเรียนจะไม่เห็นความสำคัญของมันเลย แต่วิชานี้แหละที่มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในวิชาชีพได้จริงๆ
Basic Biology + Lab. :: แน่นอนอีกเช่นกันว่าเภสัชไม่ได้มีความรู้เฉพาะวิชาเคมีเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้ศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตด้วย เนื่องจากวิชาชีพต้องทำงานกับสิ่งมีชีวิตนั่นก็คือเหล่ามนุษย์ผู้เย่อหยิ่งและมักโอ้อวดในความฉลาดของตนเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่น โดยที่หารู้ไม่ว่าในยุคไดโนเสาร์ก็มีหลายสายพันธุ์ที่มีความฉลาดเทียบเท่าตัวเราด้วย
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นวิชาที่ต้องท่องจำ บางครั้งจำแบบไม่มีเหตุผล น่าเบื่อก็ว่ากันไ(น่าเบื่อมากๆสำหรับคนที่ไม่ชอบท่องจำอยากตัวของข้าพเจ้าเอง)
ข้อดีของวิชานี้คือ ได้ผ่ากบซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชา Anatomy และที่สำคัญคือนอนหลับสบายมากๆ เพราะเนื้อหาสามารถกล่อมให้หลับได้โดยไม่ต้องใช้ sedative
Math for Health science :: ขึ้นชื่อว่าคณิตศาสตร์สำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เท่าที่เรียนมายังไม่พบเลยว่ามันเกี่ยวกับวิชาชีพตรงไหน?
เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นลิมิตและแคลคูลัสที่ไม่ได้เจาะลึกโอเว่อร์ถึงขั้นวิศวกรรมศาสตร์หรือคณิตศาสตร์บริสุทธิ์มากนัก ปัจจุบันจากที่สอบถามรุ่นพี่มาก็ยังไม่พบเลยว่าวิชานี้จะมีประโยชน์เท่าที่ควร เพราะสูตรคำนวณต่างๆในวิชาชีพมักเป็นสูตรสำเร็จรูปโดยที่เด็กอนุบาลโรงเรียนวัดสวนดอกก็ทำได้อยู่แล้ว
แต่กลับมาฉุดเกรดของใครหลายๆคนให้ต่ำต้อยลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่มีเหตุผล
วิชานี้มีข้อดีสำหรับเพื่อนที่เก่งเลข แต่ก็ยังไม่พบประโยชน์อยู่ดีนั่นแหละ
นี่เองที่เป็นที่มาของคำว่า ควายจริงๆ
Foundation English I :: ในสมัยเด็กๆ จะมีหนังสือภาษาอังกฤษชุดหนึ่งของเด็กประถมที่ชื่อว่า "English is Fun" (แต่ขอโทษเถอะ ในรุ่นผมได้เรียน On the springboard หลักสูตรใหม่กว่านะ)คำๆนี้้สามารถนิยามวิชานี้ได้จริงๆ เพราะถ้าเทียบกับวิชาอื่นๆแล้ว วิชานี้เป็นวิชาที่ผ่อนคลายสบายอารมณ์กินนมแม่มากๆ ถึงเนื้อหาจะไม่ได้สนุกสนานอะไรมากมายนัก แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกยิ่งนัก เพราะมีทั้ง Present, Role-play แถมไม่มีสอบมิดเทอมด้วยนะเออ หึๆๆๆๆ แต่กระนั้นถึงจะเป็นวิชาที่ง่ายแต่การได้มาซึ่ง A ก็แล้วแต่ละ sectionว่าอาจารย์คนไหนใจดีหรือเลวร้ายเน่าเปื่อยนะจ๊ะ (อย่างข้าพเจ้านี่มั่นมากๆว่าได้ A แต่ขอโทษเถอะ เจ๊ตุ๊ดนั่นให้ B+ kuมา)
Pharmacy orientation :: เป็นวิชาคณะตัวแรกที่ได้เรียนและได้เข้าถึงวิชาชีพจริงๆ โดยเนื้อหาจะเป็นแบบครอบจักรวาล โดยรวมคือเป็นวิชาที่แนะนำว่าเภสัชกรควรรู้อะไรบ้าง(แบบพื้นๆ สามัญชนมากๆ) ที่สำคัญเป็นตัวเดียวในหมู่วิชาคณะที่ง่าย(จริงที่สุด) แต่ก็อย่างว่า เรียนจบมา ก็ลืมกันไปหมด
Free Electives :: โดยมากวิชาเลือกเสรีมักจะเป็นกระบวนวิชามนุษยศาสตร์ มีนิยามสั้นๆง่ายๆคือ "ช่วยเพิ่มเกรด"
เทอม 2
Physical Chemistry + Lab :: วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาทางเคมีในด้านคุณสมบัติทางกายภาพ โดยไม่ได้ลงลึกถึงขั้นโมเลกุลหน่วยย่อย
เป็นวิชาที่ทำร้ายจิตใจของผู้เรียนเป็นอย่างมากเพราะผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนเป็นผู้ฉลาดล้ำลึกถึงขั้นบรรลุอนาคามีด้านเคมี ประหนึ่งว่าเรียนจบไปแล้วจะได้เป็นดอกเตอร์หรือเมียของไอน์ สไตน์กันเลยทีเดียว
ผู้เรียนต้องใช้พลังยุทธ พลังวัตร อิทฤทธิ์ หรือ คำสาปแช่ง (ซึ่งน่าจะเป็นอย่างสุดท้าย) ในการเรียนยิ่งนัก
โดยเฉพาะ Lab ที่ต้องใช้อุปกรณ์อันแสนแพง(โคตรๆเลยครับ)อย่างถูกเทคนิคและระมัดระวัง เพราะมีสิทธิ์โดนหักคะแนนได้ทุกๆสามวินาทีเลยทีเดียว
Physics for Pharmacy students + Lab :: ถ้าแปลตรงๆคือวิชา ฟิสิกส์สำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ หลายคนคงสงสัยว่า มันเกี่ยวอะไรกันวะเภสัชกับฟิสิกส์? นั่นน่ะสิ ใครรู้แล้วช่วยบอกที
ขนาดอาจารย์ผู้สอนเองก็ยังบอกเลยว่าไม่รู้ว่ามันใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
ถ้าเป็นในทางการแพทย์ ก็คงจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือและการประยุกต์ใช้ความรู้ในการวินิจฉัยโรคภัยไข้เจ็บหรือไม่เจ็บแต่ตัวร้อนก็แล้วแต่
แต่ในทางเภสัชกรรมก็คงจะมีประโยชน์บ้างในทางด้านวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม(หรือบางมหาลัยเรียกว่าวิทยาการเภสัชกรรม)ในการวิเคราะห์หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ยังไง๊ยังไงก็ต้องไปเรียนในวิชาอื่นเหมือนเดิม
ข้อดีของวิชานี้คือง่าย ได้ A ถ้าอ่านไปตรงจุด ซึ่งมีไม่กี่จุดและมันง่ายจริงๆ
General Economics :: เป็นวิชาสายสังคมศาสตร์ที่ทุกคนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันเภสัชตรงไหนวะ?
อ้าว ก็ตรงที่มันเป็นเศรษฐศาสตร์น่ะสิ อย่าลืมนะว่าเภสัชกรต้องมีการบริหารร้านยา หรือบริหารโรงงานโรงพยาบาล บริษัทยาหรืออื่่นๆ หรือการจัดการอื่นๆนะ
เป็นวิชาที่เอาไว้เก็บเกรดอีกตัว เนื้อหาโดยรวมจะเป็นวิชาที่ศึกษาถึงเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค อย่างไม่ยากและไม่ง่ายนัก วิชานี้ก็ได้ไปเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็เจริญตาไม่น้อยเลยทีเดียว
Pharmacognosy + Lab :: ว่าด้วยเรื่องเภสัชเวท หรือการศึกษาสมุนไพรนั่นเอง เนื้อหาจะกล่าวถึงแทบจะทั้งหมดของสมุนไพรตั้งแต่ ชีววิทยาของพืช ไปจนถึงการใช้สมุนไพรและการผลิตยาสมุนไพร
เป็นวิชาที่ยากที่สุดของเทอมเพราะใช้ความจำแบบไม่มีเหตุผลเลยแม้แต่น้อย เป็นวิชาที่ปลาทองไม่ควรมาเรียนอย่างยิ่งเพราะชีสามารถคว้าเอฟมาได้ง่ายๆถ้าไม่มีความสามารถในด้านการจำ
จำล้วนๆ
และวิชานี้เอง ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องตัด Biology II (หรือ Botany ว่าด้วยเรื่องพืช) ออกจากหลักสูตรเพราะวิชานี้เนื้อหาเยอะ(มากมาย)และครอบคลุมหมดแล้ว
เป็นวิชาที่ฉุดเกรดของทุกคนยกเว้นเทพ(หรืออาจจะเป็นมาร)สองสามคนที่มันเรียนอะไรก็เข้าหัว
Foundation English II :: This is a funny subject more than Eng I and all of this semester's subject, because it has a role-play that is a main of this course and students can create thier though of subject matter. Furthermore, you can get the amazing properties for support your role-play that help you to gain your marks and you can get A easily.
เรื่องเรียนก็จบลงไปแล้ว รู้สึกว่ายิ่งพิมพ์ยิ่งเครียด เครียดโดยไม่มีเหตุผล
เอาเรื่องอื่นละกัน
ว่าแต่มันเรื่องอะไรล่ะ ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี
.
.
.
.
ชีวิตใน มช. ตอนปีหนึ่งมักใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในมหาลัยและปริมณฑลรอบๆรั้ว ถือว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขแต่แอบแฝงไปด้วยความลำบากในการเดินทางสำหรับคนที่ไม่มียานพาหนะขับขี่เหมือนคนอื่นอย่างข้าพเจ้า(ปัจจุบันมีแล้ว)
ดังนั้นการที่จะเดินทางไปไหนมาไหนในมช.ต้องอาศัยรถไฟฟ้าหรือรถม่วงที่ชาวสีม่วง....ดอกรัก(เด็กมช.)เรียกกัน
รถไฟฟ้าในที่นี้ไม่ใช่ BTS หรือ MRT แต่อย่างใด
แต่เป็นรถที่เทคโนโลยีทันสมัยกว่านั้นคือรถที่ใช้แบตเตอรี่ในการเดินทาง(ทันสมัยโคตรๆ..บ้านนอกว่ะ)
ข้อดีของรถชนิดนี้คือ เสียงเงียบ ไม่มีมลพิษ และเอาไว้สร้างภาพให้กับมหาวิทยาลัยตอนงานรับปริญญา
ข้อเสียคือแรงในการขับเคลื่อนน้อย รับผู้โดยสารได้น้อย(น้อยแบบไม่ไหวแล้ว) ดังนั้นจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการในการใช้บริการ จึงไม่ค่อยคุ้มค่าเทอมเท่าไหร่(โดยเฉพาะเด็กฝั่งสวนดอกและแม่เหียะที่เมื่ออยู่ปีสูงๆ ก็โดนขับไล่ไสส่งไปอยู่นอกมหาลัย โดยไม่ได้ใช้รถม่วง)
สำหรับการเดินทางออกนอกมหาลัย ก็มีรถให้บริการคือรถแดง ซึ่งมีสองแบบคือ รถแดงฟรี มช.-สวนดอก เป็นรถที่นานๆจะออกจากท่ารถครั้งหนึ่งและต้องรอผู้โดยสารเต็ม
ข้อดีของรถชนิดนี้คือฟรี
ข้อเสียของรถชนิดนี้คือ ต้องรอ
อีกแบบคือรถแดงโดยสารจากข้างนอกที่สะเออะเข้ามาวนเวียนในมหาลัย
ข้อดีของรถชนิดนี้คือ สะดวก รวดเร็ว
ข้อเสียคือ แพง ต้องเสียเวลาต่อรองราคา น่ารำคาญ วุ่นวาย
อ่อๆ รถอีกแบบคือรถเมล์ขาวติดแอร์ของเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งไม่ค่อยมีประโยชน์ในการเดินทางมากนักสำหรับคนปกติทั่วไป เพราะ 10 ปี จะเดินทางผ่านเข้าในมหาลัยเพียง 1 คัน
ข้อดีคือ ถูก ราคาเดียว มีแอร์ คนน้อย นั่งแล้วเชิดใส่รถแดงได้
ข้อเสีย ทำให้ผิวดำขึ้น (เพราะโดนรังสี UV ขณะรอ)
สำหรับอาหารการกิน ก็มีตลาดฝายหินหรือชื่อเป็นทางการที่ทางมหาลัยตอแหลตั้งให้ว่า ตลาดร่มสัก(ซึ่งจริงๆแล้วมันร่มหลังคาต่างหากล่ะ) ที่ขายอาหารไม่แพงแต่ก็ไม่ถูกเลยซักนิด แถมยังรสชาติห่วยแต่คนที่ไม่มีทางจะไปก็หลงเข้าไปกินกันเสมอๆ
ข้อดี มีสลัดราคาถูก (แต่ดูไทบ้านไปนิด)
ข้อเสีย ราคาไม่ควรมั้ง
ตลาดหลังมอ ก็มีตั้งแต่อาหารไปจนถึงเสื้อผ้าของใช้
ฟังแล้วอาจดูยิ่งใหญ่ แต่จริงๆแล้วเล็กกว่าอวัยวะเพศเมียของช้างอีก
แต่ถึงจะเล็ก(อะไรเล็กจ๊ะหนู?)
ก็เล็กพริกขี้หนู เพราะอาหารการกินอร่อยใช้ได้ และหลากหลายมากๆ ถึงราคาจะฝายหินไปหน่อยก็เถอะ
กาดหน้ามอ-มาิลินพลาซ่า
ที่นี่มีอะไรเยอะแยะ ตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่นจตุจักร แพลททินัม ที่ขายเกินกว่าราคาที่รับมาแพงกว่ามากๆแล้วอ้างว่าพี่ได้กำไรตัวละไม่ถึง 20 บาท (เจ๊งไปเหอะ ถ้าได้แค่นี้น่ะ) หรือของแนวๆมากมายตามประสาเด็กเชียงใหม่
ที่นี่เป็นแหล่งที่ถูกใจของผมเลยทีเดียวเพราะเสื้อผ้าราคาถูกกว่าที่อื่นในเชียงใหม่(ไม่นับกาดหลวงหรือมาแรงที่ขายเสื้อผ้าที่ถูกกว่าแต่คนละแนว)
และมาลินพลาซ่าก็เป็นแหล่งอาหารแถวมอที่ถูกและอร่อยที่สุดโดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น ราคาถูกและอร่อยมากๆ
ร้านอาหารตามสั่งก็อร่อยทุกร้าน โอ้วว์พระแม่มารีอุปถัมภ์ พูดแล้วมันน้ำลายสออะไรเช่นนี้หนอโรบินสันลาดหญ้า
สรุปโดยรวม ชีวิตปีหนึ่งไม่มีสาระอะไรเลยนอกจาก
กิน เที่ยว นอน อ่านการ์ตูน ดูคนหน้าตาดีคณะอื่น (โดยเฉพาะคณะบริหาร แพทย์)
เรื่องเรียนเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อยเน่าๆที่ไม่ควรไปใส่ใจกับมันมากมาย (แต่ถ้าไม่ใส่ใจเลยก็ควรไปหยิบใบลาออกที่หน่วยทะเบียนและดำเนินเรื่องซะ)
ว้า....วันนี้อัพมีสาระจัง
บล๊อกหน้า......เป็นเรื่องอื่น ที่มีแนวโน้มว่าไร้สาระ (ขออัพสนุกๆหน่อยในครั้งหน้า)
ปล.คนที่มาคอมเม้นต์ส่วนใหญ่ก็รู้ๆจักกันอยู่แล้ว ขอบคุณที่เป็นหน้าม้าให้ความร่วมมือ
ปล2.เงื่อนไขของบล๊อกนี้ค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ออกมาจากสันดานที่แท้จริง หากเรียบร้อยเกินไปประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
edit @ 10 Jan 2009 00:43:17 by CoQuE
edit @ 10 Jan 2009 00:55:31 by CoQuE
อิอิ

เคยไปแถว มช เค้าขายของกันเต็มเลย
สักพักหอบข้าวของวิ่งกันใหญ่เลย
#1 By i' FY on 2009-01-10 00:45