สงสารหมอบ้างเถอะครับ

posted on 31 Jan 2012 23:12 by cokeclub
สืบเนื่องจากกระทู้นี้
 
ผมได้มีโอกาสเข้าไปอ่านกระทู้นี้
(อยากให้ลองเข้าไปอ่านกัน)
 
ประกอบกับช่วงนี้มีกระแสในวงการแพทย์เกี่ยวกับกฎหมายฟ้องร้องแพทย์ (จริงๆกระแสนี้ก็มีมานานแล้ว แต่ช่วงนี้มันแลดูบูมขึ้นมาอีกรอบ)
 
ตัวผมเองไม่ได้เรียนหมอนะครับ เรียนเภสัช
แต่เดิมทีเนี่ยผมก็เคยคิดว่ามีกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการฟ้องร้องแพทย์ก็ดีเหมือนกัน 
กระทรวงสาธารณสุขจะได้เข้มงวดขึ้น สรรหาบุคลากรให้มากขึ้น ทุกคนจะได้ทำงานได้อย่างมีสติและรอบคอบ
ไม่ใช่ภาระล้นมือเหมือนปัจจุบัน และต่างประเทศเค้าก็มีกฎหมายแบบนี้มานานแล้ว
กระทรวงยุติธรรมก็จะได้พัฒนาตัวเองในการตัดสินคดีที่ต้องใช้ความรู้ทางด้านการแพทย์ด้วย
 
แต่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่าทำไม่ได้
หรือทำได้ไม่ดี
 
ที่มันดังขึ้นมา เพราะมาจากข่าวที่บทความนี้เขียนถึงนี่แหละครับ
ลองอ่านกันดู
(ปัจจุบันเหมือนมีข่าวมาแว่วๆว่า ศาลฎีกาตัดสินให้หมอผิด เพราะว่าไม่อยู่เฝ้าคนไข้ตลอดเวลา <---ศาลควรจะมาอยู่เวรกับหมอดูซักวันบ้างนะครับ)
 
สรุปได้คร่าวๆคือ ปัจจุบันหมอโรงพยาบาลชุมชน (หรือรพ.ประจำอำเภอนั่นแหละครับ) ไม่กล้าทำหัตถการกัน แม้ว่าหัตถการหรือการรักษานั้นๆ เป็นหัตถการทั่วไปที่แพทย์คนไหนๆก็ทำได้ เนื่องจากกลัวจะต้องโดนฟ้องร้อง จึงส่งต่อไปยังรพ.จังหวัดหรือใหญ่กว่า ทำให้รพ.เหล่านั้นมีภาระงานล้นมือ
 
หมอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งครับ ต้องมีผิดพลาดกันบ้าง และหลายๆครั้งหมอรพ.รัฐบาลมีเวลาไม่มากพอที่จะตรวจคนไข้ได้นาน ต้องเผื่อคนไข้คนอื่นๆด้วย พอทำอะไรพลาดนิดพลาดหน่อย เอะอะก็โดนขู่ว่าจะฟ้องๆ
 
ทำให้แพทย์หลายท่านหมดกำลังใจในการทำงาน หันไปพึ่งรพ.เอกชนกันเยอะ ที่ซึ่งให้เงินเยอะกว่า มีเวลามากกว่า คุณภาพชีวิตดีกว่า 
ปัจจุบันการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย มีอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้นครับ เพิ่มขึ้นมากๆด้วย
แต่ว่า สุดท้ายแล้วก็ยังไม่พอต่อจำนวนประชากร
เนื่องจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแหละครับ ประกอบกับปัจจุบันแพทย์หลายๆท่านก็ไปทำหน้าที่บริหาร หรือเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นๆเลย
 
โดยเฉพาะตั้งแต่มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเนี่ย (ปัจจุบันไม่เสียซักบาทครับ)
เป็นโครงการที่ดีมากๆเลยครับ ผมเห็นด้วยนะ เพราะคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือประชาชน แต่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขลืมคิดไปว่า โรงพยาบาลรัฐยังไม่พร้อมกับระบบนี้ หรือต้องมีระบบการจัดการที่ดีกว่านี้ 
พอมีโครงการนี้เกิดขึ้น คนไข้แห่กันมาโรงบาลเลยครับ ทั้งๆที่โรคบางโรคไม่จำเป็นต้องมารพ.ก็สามารถรักษาด้วยตัวเองได้ (เช่น ไข้หวัด แผลถลอก เป็นต้น)
 
คนเยอะ งานล้น แต่คนทำงานมีเท่าเดิม ประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลงเป็นเรื่องธรรมดา
สมัยก่อน บุคลากรทางการแพทย์กับคนไข้อยู่กันด้วยความเอื้อเฟื้อ อารีย์ ต่อกัน แต่ปัจจุบันคนไข้เห็นบุคลากรทางการแพทย์เป็นแค่คนให้บริการเท่านั้น และถือว่าตัวเองนั้นเป็นลูกค้า ต้องได้ทุกอย่างตามต้องการ
 
จริงๆผมก็เข้าใจนะครับ ว่าใครๆก้อยากได้รับการบริการที่ดีที่สุด
แต่อย่าลืมว่าคนอื่นๆที่มาหาหมอในขณะนั้นก็อยากได้สิ่งที่ดีนี้ด้วยเหมือนกัน
แล้วอนิจจา หมอในประเทศก็มีไม่เพียงพอ เมื่อไม่พอ ก็ต้องนำสิ่งที่ดีนั้นมาถัวเฉลี่ยกันไป
พอเฉลี่ยไปก็ทำให้สิ่งที่ให้คนไข้ไปนั้นไม่ได้ดีที่สุด
 
ทุกวันนี้แพทย์ใช้ทุน หรือแพทย์ตามรพ.รัฐบาลพวกเค้าน่าชื่นชมมากนะครับ
อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์
แม้หลายๆท่านอาจมองว่าหมอได้เงินเดือนเยอะจะตาย
ถ้าได้เงินเยอะ แต่ไม่มีเวลาใช้ จะเอาไปทำไมครับ 
ไม่มีความสุขอีกต่างหาก
มีหน้าที่ทำให้คนอื่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ตัวเองกลับมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง
 
ถ้าจะว่ากันตามจริง เงินที่ได้มา ถ้าเทียบกับเวลาที่เสียไป มันก็เท่าๆกับมนุษย์คนอื่นๆนั่นแหละครับ
คนอื่นทำงานกัน 8 ชม.ต่อวัน แล้วหมอทำงานกี่ชั่วโมงต่อวันครับ...
ก็สมควรแล้วที่เค้าได้เยอะ
 
ตัวผมเองไม่หวังอะไรมาก ไม่ได้หวังว่าทุกคนต้องเห็นใจหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์คนอื่นๆ
ขอเพียงแค่เข้าใจ และไว้วางใจในสิ่งที่พวกเค้าได้ให้การรักษาก็พอครับ
 
เท่าที่ทราบ เหตุการณ์ที่ทำให้คนไข้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเนื่องจากการรักษาของแพทย์นั้นมีน้อยกรณีมากๆ
ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตไป เนื่องจากตัวโรคของเค้าเองนั่นแหละครับ
 
ทำไมไม่โทษตัวเองบ้างว่า กินเหล้าจนเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ
ทำไมไม่โทษตัวเองบ้างว่ากินยาฆ่าตัวตายเพียงเพราะผู้ชายคนเดียว
ทำไมไม่โทษตัวเองบ้างว่าปอดพังเพราะสูบบุหรี่
ทำไมไม่โทษตัวเองบ้างว่าขับรถประมาททำให้พิการ
และอื่นๆ
 
หรือต้องให้หมอรพ.รัฐทั่วประเทศ หยุดทำงานพร้อมๆกัน จึงจะคิดได้
 
 
 
ปล.ยังไงซะโดยส่วนตัวผมเอง ผมก็ยังคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มันไม่ได้มาจากคนไข้ หรือหมอหรอกครับ มันมาจากความสามารถและประสิทธิภาพของการสรรหาและการจัดการของรัฐบาลหรือกระทรวงสาธารณสุขมากกว่า ที่ทำงานกันแบบ ฮึ่มมมมมมมมมมม ฮึ่มมมมมมมม ละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ
 
ปล2.อีกกรณีหนึ่งที่คนไข้มักจะมาฟ้องร้องหรือด่าหมอ พยาบาล เภสัช แบบเสียๆหายๆคือเรื่องของการแพ้ยาครับ
ในฐานะที่ผมเรียนเภสัช ขอให้ความรู้นิดหน่อยนะครับ ว่าการแพ้ยาเนี่ย ไม่สามารถมีใครบอกได้ว่าใครแพ้ยาอะไรมาก่อน จนกว่าคนไข้คนนั้นจะได้ใช้ยาตัวนั้นไปก่อนและเกิดอาการแพ้ 
อาการแพ้เองก็มีได้ตั้งแต่แพ้เล็กๆแบบผื่นขึ้นไปจนกระทั่งแพ้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต และโดยปกติเนี่ย ถ้าคนไข้คนไหนเคยมีประวัติแพ้ยามาก่อน แพทย์ก็จะเลี่ยงการให้ยานั้น หรือถ้าพบว่าคนไข้แพ้ยาเป็นครั้งแรกแพทย์ก็จะสั่งหยุดยาทันทีครับ แต่บางอาการเนี่ย ถึงจะหยุดยาไปแล้วมันก็ไม่ได้หายไปทันที หรือบางทีหยุดยาไปอาการก็ยังคงอยู่ นั่นเพราะว่าร่างกายของไม่สามารถฟื้นคืนสภาพได้ แพทย์ก็ทำได้เพียงรักษาแบบประคับประคองเท่านั้นครับ (อาการแพ้ยาแบบรุนแรง เช่น SJS หรือ TEN ครับ ลองหาในกูเกิ้ลกันได้)
บางครั้งคนไข้ก็ไม่เข้าใจนะครับ ว่ายาตัวนี้ทำให้แพ้ได้ แล้วหมอจะสั่งมาให้คนไข้ทำไม (ขอบอกนะครับว่ายาเกือบทุกตัวบนโลกนี้สามารถทำให้คนไข้แพ้ได้ครับ แต่ใครจะแพ้หรือไม่แพ้ มันขึ้นกับตัวบุคคลครับ ซึ่งก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าใครคนไหนแพ้อะไรได้บ้าง)
สาเหตุก็เพราะว่าแพทย์เค้ารักษาตามมาตรฐานการรักษาครับ ดังนั้นยาที่ใช้ก็จะเป็นไปตามมาตรฐานการรักษาด้วย ซึ่งแพทย์ พยาบาล หรือแม้กระทั่งเภสัชกรเองก็ไม่สามารถบอกได้นะครับ ว่าคุณจะแพ้ยาตัวนั้นรึเปล่า ถ้าไม่มีประวัติมาก่อน

edit @ 1 Feb 2012 00:36:14 by Cokeclub

edit @ 1 Feb 2012 00:39:39 by Cokeclub

ใจหายเลยนะ...

posted on 26 Jan 2012 01:43 by cokeclub
อีก 8 วัน
การสอบใบประกอบวิชาชีพก็จะเริ่มต้นขึ้น
 
ตื่นเต้นจังครับ
เพราะมันคืออนาคตของผมว่าจะได้เป็น เภสัชกร หรือไม่Surprised
 
นี่ผมเรียนจบแล้วจริงๆเหรอเนี่ย
ไม่อยากจะเชื่อเลยครับLaughing
 
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาที่ผมมาเรียนที่ มช. สถานที่ที่ซึ่งไม่คุ้นเคย
แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เชียงใหม่ กลายเป็น "บ้าน" หลังที่ 2 ของผมไปแล้ว
 
ถึงแม้ว่าเวลา 5 ปีมันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้ทุกซอกทุกมุมของเชียงใหม่ ยังมีอีกหลายอย่างเกี่ยวกับที่นี่
ที่ผมยังไม่รู้ (เพื่อนผมอยู่มาตั้งแต่เกิด หลายๆอย่างมันยังไม่รู้เลย ฮ่าๆ)
 
เชียงใหม่ทำให้ผมได้พบกับ
เพื่อนดีๆ
อาจารย์ดีๆ
พี่ๆน้องๆที่น่ารัก
สถานที่ที่มีเสน่ห์
ผู้คน "คนเมือง" ที่น่ารัก
ประสบการณ์อันน่าประทับใจ
ที่สำคัญ ที่นี่ทำให้ผมได้เจอกับ "คนดีๆ"  คนที่ทำให้ผมรักมาก คนที่ทำให้ผมแคร์คนรอบข้างเป็น
ถึงแม้ว่าตอนนี้เรื่องของเรามันจะหยุดลงแล้วก็ตามCool
 
5 ปีที่ผ่านมานี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไปมากโข
แทบจะเรียกได้ว่า เปลี่ยนเร็วจนน่าตกใจ
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ หลัง มช. ของผมเอง
ตอนอยู่ปี 1 หลัง มช.ไม่ได้เจริญเหมือนทุกวันนี้ 
มีแค่ร้านขายกับข้าวๆเล็กๆประปรายอยู่ทั่วไป
แต่ทุกวันนี้หลังมอเจริญขึ้นมาก ร้านรวงต่างๆผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย
บรรยากาศสวยงามขึ้น ครึกครื้นมากขึ้น
 
แม้ว่า 5 ปีที่ผ่านมา เชียงใหม่จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมาก
แต่เสน่ห์ของที่นี่ก็ไม่เคยหายไปไหน
เป็นสังคมของคนเมืองที่ผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมได้อย่างลงตัว
 
ผมเองก็หลงเสน่ห์ที่นี่จนหัวปักหัวปำแล้วสิ
 
ในอนาคต ผมมีลางสังหรณ์ว่าจะไม่ได้ทำงานที่นี่
คิดแล้วก็ใจหายนะครับ
คงคิดถึงอะไรหลายๆอย่างที่นี่ คิดละน้ำตาแทบไหลTongue out
 
 
ยังไงซะ ที่นี่ก็จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป และหวังว่าคงได้กลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
 
ปล.ขอขอบคุณคณะเภสัชศาสตร์ มช. ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้มาอยู่ที่นี่และได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ ประสบการณ์ดีๆมากมาย :)

ปีใหม่แล้ว

posted on 03 Jan 2012 14:56 by cokeclub
ปีใหม่กันแล้ว ขอให้ทุกท่านสุขี สุขสันต์นะครับ
อาจจะช้าไปหน่อย
แต่ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆนะครับ
 
ความทุกข์ก็คงต้องมีกันบ้าง แต่ขอให้สุขมากกว่านะคร้าบบบ ^^
-----------------------------------------------------------------------------------
 
ตัวผมเองก็จะพยายามรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิตครับ
 
ผมมีความหวังว่าจะเรียนจบอย่างราบรื่น สอบผ่านใบประกอบวิชาชีพตั้งแต่รอบแรก
ขอให้ได้ทำงานที่มีสตางค์พอเลี้ยงชีพ
มีเงินส่งให้พ่อแม่ใช้
 
อยากให้พี่สาวมีสามี มีหลานเร็วๆ อิอิ
 
ส่วนเรื่องรักของตัวผมเอง ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติครับ มีก็มี ไม่มีก็ช่างแม่ง ฮ่าๆๆ
------------------------------------------------------------------------------------
 
ช่วงนี้อ่านหนังสือสอบ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เอาความรู้ที่เรียนมาห้าปี ต้องอ่านให้จบภายใน 1 เดือน อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
คงต้องไปบนบานศาลกล่าวกันละ
------------------------------------------------------------------------------------